คราวนี้จะพูดเรื่องการทำไฟล์ html เดี่ยว ๆ จากไฟล์ chm นะครับ

เริ่มจาก chm ก่อน ไฟล์ chm หรือ Compiled HTML Help File เป็นไฟล์ที่ใช้เป็น help ของโปรแกรมส่วนใหญ่ของวินโดวส์นะครับ แต่ก็มีเอามาใช้ทำเป็น ebook อยู่เยอะเหมือนกัน

ข้อดีของ ebook ในแบบของ chm ก็คือไม่มีการแบ่งหน้าแบบ pdf ทำให้ไม่ต้องเลื่อนข้ามหน้าไปมา ทำให้อ่านได้ง่าย ส่วนข้อเสียคือถ้าจะพิมพ์ออกมาอ่านนี่จะทำให้สวยก็เหนื่อยครับ เพราะต้อง copy-paste ไปลง Word แล้วค่อยจัดหน้า จากนั้นค่อยพิมพ์ออกมา

แล้วถ้าเกิดมันมีเป็นสิบ ๆ หน้า มิต้องก๊อปกันมันเลยรึ ??? วันนี้มีวิธีมาบอกครับ

ก่อนอื่น ลองสำรวจว่าโปรแกรมแตกไฟล์ที่ใช้นั้นรองรับ cab file ของไมโครซอฟท์หรือเปล่า ??? ผมใช้ 7zip เลยไม่มีปัญหาครับ สิ่งที่ผมจะทำต่อไปก็คือ ... เปิดไฟล์ chm ด้วย 7zip แบบนี้
7zip

จะเห็นว่าพอเปิดไฟล์ chm ออกมา ก็จะมีไฟล์ html อยู่ข้างในเต็มไปหมด แล้วมันคอมไพล์แล้วตรงไหนเนี่ย ??? ช่างมัน เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ครับ ปัญหาต่อไปคือ แล้วไฟล์ไหนอยู่ก่อนอยู่หลังล่ะเนี่ย ?? คือ ถ้าจะลองเปิดดุ ไฟล์ html แต่ละไฟล์ก็คือหนึ่งหน้าใน chm นั่นเอง แต่ว่ามันเรียงกันยังไงล่ะ ?

พอเปิดดูเสร็จ ก็ไม่ต้องรั้งรอครับ extract ไฟล์ออกมาให้หมด ใส่ folder temp อะไรไว้ก็ได้สักอัน แล้วลองมองหาไฟล์ .hhc นะครับ ลองเปิดด้วย text editor ที่คุณถนัด ผมจะใช้ notepad นะครับ
notepad

ไฟล์นี้ก็คือไฟล์ content ที่แสดงอยู่ด้านซ้าย (หรือขวา) เวลาเปิดไฟล์ chm ขึ้นมานะครับ Tag ทั้งหมดเป็น HTML ธรรมดา ๆ นี่ล่ะ แต่ว่าจะมีการใช้ Tag Object ที่มี Attribute ชื่อว่า type มีค่าเป็น "text/sitemap" แล้วข้างในจะมี tag param ต่าง ๆ ไฟล์นี้จะใช้แท๊ก bullet (ul/li) ในการทำหน้าย่อย ๆ ข้างใน folder (อ่านแล้วน่าจะงง ๆ )

แต่ผมจะบอกว่า ... ถ้าเรามองที่ tag param ที่มี attribute name="Local" อย่างเดียว เราก็จะได้แต่ชื่อไฟล์ที่จะเอามาใช้ครับ ด้วยความโชคดีอีกอย่าง มันจะเรียงจากบนลงล่างพอดีเป๊ะ ๆ ดังนั้นแค่มอง tag นี้แท๊กเดียว ไปอ่านไฟล์ html ที่ระบุถึง คัดเอาแต่ส่วนเฉพาะที่อยู่ข้างใน tag body ก็พอ เอามาเรียงต่อ ๆ กันก็จะได้เนื้อหาของทุก ๆ ไฟล์พอดี

ในบาง chm ไฟล์ แต่ละหน้าจะมีรูปแบบส่วนหัวและท้ายหน้าที่ทำเป็น template เอาไว้ ซึ่งเราไม่ต้องการ ตอนที่ผมทำ ผมทำการแปลงไฟล์ html ให้เป็น xhtml แล้วใช้ xpath ดึงข้อมูลส่วนที่ไม่มีหัวท้ายตรงนี้ออกมาครับ

พอดีข้อมูลทุก ๆ ไฟล์ออกมาได้ เราก็เอาข้อมูลตรงนี้ไปรวมกันใน html ไฟล์นึง จะได้เป็นหน้าใหญ่ ๆ ที่มีทุก ๆ หน้ารวม ๆ กันครับ ... ก็จบเรื่องของวันนี้พอดี ???

..
..
..

แล้วจะทำไปทำไม ??

บางคนยังนึกไม่ออกว่าผมจะทำไปทำไม ?? คำตอบของผมคือ ผมจะ import ไฟล์ html ที่รวมออกมาได้เข้าไปใน Word แล้ว ตกแต่ง Format ให้สวยงาม แล้วพิมพ์ออกมาอ่านครับ อิอิ
word

ปล. ผมใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์พิมพ์นะครับ ถ้าใช้ Inkjet ล่ะแพงกว่าซื้อใหม่แน่ ๆ (ขนาดเลเซอร์ยังถูกกว่าไม่กี่ตังค์เอง)
ปลล. รูปอาจจะไม่ค่อยครบถ้วนเท่าไหร่ เดี๋ยวว่าง ๆ จะมาอัพเดตเรื่องนี้นะครับ
ปลลล. สิ่งพิมพ์มีลิขสิทธินะครับ อย่าไปละเมิดนะ เดี๋ยวหาว่าผมไม่เตือน อิอิ ที่ผมทำนี่ผมเลือกเล่มที่ผมมีอยู่จริง ๆ บนชั้นหนังสือครับ แต่จริง ๆ ก็เป็นการละเมิดอยู่ดี 😛

3

อันนี้เป็นหนึ่งในโปรเจคที่ผมเคยทำ่ส่งอาจารย์เมื่อนานมาแล้วนะครับ พอดีว่าเหงา ๆ มือ ก็เลยเอามาเขียนเล่นแก้เซ็ง 😛

Disjoint Set เป็นลักษณะของ Data Structure ประเภทหนึ่ง มันเป็นเซ็ตที่ไม่มีการทับซ้อนกันระหว่างเซ็ต ก็คือ สมาชิกของเซ็ตเซ็ตหนึ่งจะไม่สามารถเป็นสมาชิกของอีกเซ็ตหนึ่งได้ครับ

หาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Wikipedia นะครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Disjoint_set_data_structure

ทีนี้ ผมเอา Disjoint Set มาประยุกต์สร้างเขาวงกต (หรือ Maze) โดยวิธีการสุ่มครับ ก็คือ Output ที่ได้จะแตกต่างกันทุกครั้งในการสร้างมันขึ้นมา ลักษณะพิเศษของเขาวงกตที่ได้คือ จะมีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น จากจุดใด ๆ A ไปยังจุดใด ๆ B ครับ

ส่วนวิธีการสร้างเขาวงกตนี้นั้น ก็ตามนี้

  1. สร้างห้อง (ผมจะมองว่าแต่ละจุดของเขาวงกตเป็นห้องหนึ่งห้องครับ เพื่อความเข้าใจง่าย) ตามจำนวนที่ต้องการ กว้างกี่ห้อง ยาวกี่ห้องก็แล้วแต่ จำนวนของห้องตรงนี้จะเป็นจำนวนของห้องทั้งหมดใน Universe ครับ
  2. สร้าง Set ขึ้นมาให้เท่ากับจำนวนห้อง และให้แต่ละห้องเป็นสมาชิกของ Set (หนึ่งเซ็ตมีหนึ่งห้อง)
  3. สุ่มห้องขึ้นมาห้องหนึ่ง และสุ่มว่าจะให้เชื่อมต่อกับห้องไหน (ต้องเป็นห้องที่อยู่ติดกันนะครับ)
  4. เช็คดูว่าทั้งสองห้องที่สุ่มขึ้นมานั้นเป็นสมาชิกของ Set เดียวกันหรือไม่
    • ถ้าเป็นสมาชิกของ Set เดียวกันก็หมายความว่า ทั้งสองห้องนี้เชื่อมถึงกันอยู่แล้ว
    • ถ้าไม่เป็นสมาชิกของ Set เดียวกัน ก็ให้เชื่อมสัมพันธไมตรี โดยทำการรวม Set ที่ทั้งสองห้องนั้นเป็นสมาชิกให้การเป็น Set เดียวกัน (หรือที่เรียกว่าการ Union) ผลลัพท์ก็คือ ทุก ๆ ห้องใน Set จะเชื่อมต่อถึงกันหมด
  5. ย้อนกลับไปที่ข้อ 3. จนกระทั่งทุก ๆ ห้องเป็นสมาชิกของ Set เดียวกัน (นั่นหมายถึง Set นี้จะมีสมาชิกเป็นทุก ๆ ห้องใน Universe นั่นเอง)

maze

ภาพข้างบนนี้แสดงให้เห็นถึงว่า ห้องแต่ละห้องเชื่อมต่อกันอย่างไร โดยที่สีแต่ละสีจะหมายถึงเซ็ตแต่ละเซ็ต (โดยที่สีขาวหมายถึงเซ็ตที่มีสมาชิกแค่หนึ่งห้องนะครับ) ภาพข้างบนสุ่มด้วยมือ อาจจะไม่ค่อยดูเป็นการสุ่มนัก แต่ก็น่าจะพอทำให้เห็นภาพ

สำหรับการ Implement ผมใช้ List ในการ Implement นะครับ เพราะว่ามันง่ายดี จุดที่ต้องระวังก็มีแค่คุณลักษณะของ Disjoint Set (คือ สมาชิกในเซ็ตใด ๆ จะต้องไม่เป็นสมาชิกของเซ็ตอื่น ๆ ) และ คุณลักษณะของ Set ก็คือ ในแต่ละเซ็ตจะไม่มีสมาชิกที่ซ้ำกันนะครับ (อันนี้ต้องระวัง) แต่การ Implement จริง ๆ ผมแทบจะไม่ต้องมานั่งคิดพะวงเรื่องของคุณสมบัติพวกนี้เท่าไหร่นักครับ

ผมเขียนโค๊ดบน C# ก่อน แล้ว Port ไปเป็น C++ ซึ่งโค๊ดที่ผมจะเอามาแสดงไว้ข้างล่างเป็นภาษา C# ครับ

ผมจะเริ่มจาก Room ก่อนนะครับ

[Flags]
enum Connection
{
    None = 0, North = 1, South = 2, East = 4, West = 8
}

class Room
{
        private int x;
        private int y;
        private Connection connection;

        private List set;
}

x,y นั้นเป็นตำแหน่งของห้องครับ ส่วน connection นั้นเป็นตัวที่บอกว่าห้องนี้เชื่อมต่อกับห้องที่ติดกันห้องไหนบ้าง (เช่น ห้องทางเหนือ ทางใต้ เป็นต้น) ตรงนี้ผมใช้ Flag Enum ครับ

Method ที่สำคัญสำหรับคลาสนี้คือ ConnectTo ซึ่งใช้ในการเชื่อมห้องสองห้องเข้าด้วยการ

public bool ConnectTo(Room room, Connection con)
{
    if (room.set == this.set)
        return false;

    List temp = room.set;

    for (int i = 0; i < temp.Count; i++)
    {
        temp[i].set = this.set;
    }
    this.set.AddRange(temp);

    switch (con)
    {
        case Connection.North:
            room.connection |= Connection.South;
            break;
        case Connection.South:
            room.connection |= Connection.North;
            break;
        case Connection.East:
            room.connection |= Connection.West;
            break;
        case Connection.West:
            room.connection |= Connection.East;
            break;
    }
    this.connection |= con;

    return true;
}

สิ่งที่มันทำ คือ ทั้งสองห้องเป็นสมาชิกของห้องเดียวกันหรือเปล่า พอดีว่าห้องแต่ละห้องจะมี set เป็น member พอดี และ set ที่ว่านี้เนี่ยก็จะมีห้องเป็นสมาชิกของเซ็ตนี้พอดีด้วย (เพื่อลดความสับสน ผมใช้คำว่า member สำหรับส่วนที่เป็นภาษาเขียนโปรแกรม ส่วนสมาชิกนั้นใช้กับเรื่องเซ็ตครับ) ผมเลยจับเอาสมาชิกสองตัวนี้มาเทียบกันได้เลย และ ถ้าสองห้องนี้มี set เป็นตัวเดียวกัน ก็ return ออกไปเลยว่าไม่ได้มีการเชื่อมเกิดขึ้น

ส่วนต่อไปเป็นการรักษาคุณสมบัติข้างบน (ที่ว่าห้องจะมี set เป็น member โดยที่เซ็ตนี้จะมีห้องเป็นสมาชิกในเซ็ตอีกที) เนื่องจากว่าห้องทั้งหมดที่อยู่ในเซ็ตของห้องที่เราจะเอามาต่อเชื่อมนั้น จะต้องถูกย้ายมาเป็นสมาชิกของเซ็ตของห้องที่จะถูกต่อเชื่อม เราก็ทำการ assign ค่าตรงนี้ไป แล้วก็ทำการย้ายสมาชิกจากอีกเซ็ตนึงเข้าสู่อีกเซ็ตนึง

จากนั้น เซ็ตที่ไม่ใช้แล้วก็จะต้องถูกลบ เผอิญว่า C# นั้นมีส่วนที่จัดการตรงนี้อยู่แล้วก็เลยละไปได้ แต่ถ้าคุณเขียน C++ คุณต้องลบเซ็ตที่ไม่ใช้ทิ้งด้วยนะครับ

สุดท้ายก็เป็นการตั้ง flag ว่าห้องนี้ถูกเชื่อมกับห้องที่ติดกันห้องใดบ้าง และ ห้องที่ถูกเชื่อมก็ต้องตั้ง flag ให้รู้ว่ามันเชื่อมอยู่กับห้องนี้โดยตรงครับ

อีกคลาสนึงที่จะพูดถึงคือ คลาส Maze ซึ่งจะเป็นตัว Universe (บอกว่าตัวเขาวงกตนั้นมีกี่ห้องอยู่ตรงไหนบ้าง) และเป็นตัวสุ่มเชื่อมห้องแต่ละห้อง

class Maze
{
    Room[,] rooms;
    int width;
    int height;
}

ส่วน Method ที่สำคัญ ก็คือ Generate ซึ่งผมใช้สำหรับการสุ่มเชื่อมห้อง ตามวิธีที่ว่าไว้แล้ว โดยหน้าตาก็จะเป็นดังนี้

private void Generate()
{
    Random random = new Random();
    while (true)
    {
        int x = random.Next(0, width);
        int y = random.Next(0, height);

        Room currentRoom = rooms[x, y];

        int connectIndex;
        List aplicConTypeList = new List();

        if (x != 0)
            aplicConTypeList.Add(Connection.West);
        else if (x != width - 1)
            aplicConTypeList.Add(Connection.East);

        if (y != 0)
            aplicConTypeList.Add(Connection.North);
        else if (y != height - 1)
            aplicConTypeList.Add(Connection.South);

        connectIndex = random.Next(0, aplicConTypeList.Count);

        Room connectedRoom = null;
        switch (aplicConTypeList[connectIndex])
        {
            case Connection.North:
                connectedRoom = rooms[x, y - 1];
                break;
            case Connection.South:
                connectedRoom = rooms[x, y + 1];
                break;
            case Connection.East:
                connectedRoom = rooms[x + 1, y];
                break;
            case Connection.West:
                connectedRoom = rooms[x - 1, y];
                break;
        }

        currentRoom.ConnectTo(connectedRoom, aplicConTypeList[connectIndex]);

        if (currentRoom.ConnectedRoomCount == width * height)
        {
            break;
        }
    }
}

โดยหลัก ๆ ก็แค่ ทำการสุ่มหาห้องที่จะถูกเชื่อม หาห้องที่ติดกันที่จะเอามาเชื่อม แล้วก็เชื่อมไปเลย โดยส่วนที่เช็คว่าเชื่อมได้หรือไม่ได้นั้นอยู่ใน Room.ConnectTo อยู่แล้ว เลยไม่ต้องทำการเช็คอะไรครับ ตรงนี้จะเชื่อมไปเรื่อย ๆ จนกว่าทุก ๆ ห้องเป็นสมาชิกของห้องเดียวกันครับ

หลาย ๆ คนคงสนใจ output มากกว่า ... อืม พอดีผมขี้เกียจเขียน graphic output น่ะครับ ขออนุญาตใช้เป็น Text Output ละกัน เอาเป็น 30 * 30 นะครับ

╔╦══╗╥╥╞╦═╡╞══╦═╗╔╡╥╞╗╔══╦╦╗╔╡
║╨╥╔╝╠╝╔╣╥╥╞╗╥╨╞╣╠═╣╔╬╬╡╞╣║║╠╗
╨╞╣╠╡╚╗║╨╚╣╥║║╔╦╬╩╡╨╨╨╨╔═╣╨╨║╨
╥╥╠╣╞═╩╣╥╥║╚╬╝║║╚╗╞╦╡╞╗╠╡╚══╬╗
║╠╝╨╥╥╔╩╝║║╥╠╡╨║╞╣╔╝╔═╬╣╔╡╔╡╨╨
╚╬╡╔╩╣╠═╡╠╩╝╠═╦╩╗╚╩╡╚╡║╠╣╔╩═╗╥
╔╩╗╨╞╣║╞╗╠╗╥╨╔╝╥╚╡╥╥╥╔╝║╨╨╔═╩╝
║╔╬╡╞╣║╥╠╝╠╝╔╝╔╬═╦╝╚╣╠╗╨╥╞╩═╗╥
║╨╚╦═╝╚╣╚╗╨╥╠╦╝║╞╣╥╔╩╣╠╦╬╦╡╔╬╣
╠╡╔╩╡╔╡╚╗║╞╬╣╚╡║╥╚╩╬╗╨╨║║╚═╝╨║
╨╔╩╦╡╠═╡╠╬╗╨╚═╡╠╣╔╡║╨╥╥║╠╡╔═╡╨
╥╨╞╩╗║╔═╣╨╨╞╦═╡║╚╩╡║╔╬╝╨╠═╝╔╡╥
╚═╗╞╬╩╣╥╨╔═╗║╥╞╣╔╡╥╠╣║╔╦╩═╗╠╗║
╞╗╚╦╝╞╝║╞╬╡╨╚╩╗╚╣╞╩╣╨╨║║╞═╬╝╠╣
╞╬═╝╥╥╥║╔╩╡╞╗╞╣╔╝╞╦╣╥╥╨╚╗╥╨╔╣║
╔╬╡╥║╚╣╚╣╞╦╡╠╡╠╩╗╞╣╠╬╬═╡╨╠╦╣║║
╨╠╗╚╬═╩═╬╦╝╞╣╥╨╞╣╞╝║╨║╔╦═╝╨║╨╨
╞╝╠╗╚╗╥╞╣╠╡╔╩╣╔═╩╡╞╬╗║╨║╥╥╥╚╗╥
╔╗║╨╔╣╠╗╨╨╞╣╥╠╝╥╞╗╔╣╨╨╞╝║╠╣╔╣║
║╨╠╦╝║║╚╗╔╗╚╝╚═╝╞╩╝╚═╦╗╥╚╣╨╨╠╝
╚═╝║╞╣╠╗║║╚╡╥╞╗╞╦══╗╞╝║║╔╝╥╞╬╗
╥╔╗╠╡║║║╨╚╦═╬═╩╗║╔╡╨╞═╬╩╩═╣╥║╨
╠╝║╚╗║║║╔╡║╔╝╔═╩╝║╥╞═╗╚╡╞╦╝╚╬╗
╚╡╚═╝║║╨╠╡╨╠╗╚╡╞╦╝╠╦╡╚═╦╦╝╔╦╝╨
╞╦═╦═╝╠═╩╗╥║╚╗╥╔╩╡╨║╞══╝╨╔╝╨╔╡
╞╣╞╬╗╥╨╞═╬╩╩╡╠╩╝╔╡╥╚═══╦╗╚╦═╩╗
╥╠╗╨╚╩══╦╩╡╞═╣╥╥╠═╣╔═╦╡╨║╔╩═╡╨
╠╝╚╡╥╞╗╥║╥╥╥╔╩╬╣╨╥╠╩╡╚═╦╝╠═╡╔╡
╠╗╥╔╬╗╠╩╣╠╝╚╝╥║╠╦╩╣╥╥╔═╬═╩╦╦╝╥
╨╨╚╝╨╚╩╡╚╩╡╞═╩╝╨╚╡╚╝╚╩╡╚═╡╨╚═╝

หรือถ้า ไม่เห็นว่าข้างบนเป็นรูปก็ ... เอารูปไปดูแทนละกันครับ (อันนี้เผื่อเฉย ๆ)
Output จากโปรแกรมครับ
(สองอันข้างบนไม่เหมือนกันนะครับ)

ไม่รู้จะมองเป็นเขาวงกตกันหรือเปล่า ให้ดูข้างในเส้นระหว่างสองเส้นแคบๆ นะครับ ไม่ใช่ด้านกว้าง (พอดีว่า Console มันได้แค่นี้น่ะครับ)

สุดท้ายก็ต้องเป็น Code สินะ ... Visual C# Express 2008 นะครับ ลองเล่นดูได้
mazegenerator.zip

ลองเล่นแล้วเป็นไง เอามาบอกผมบ้างนะครับ

ปล. ผมเคยทำเวอร์ชั่นที่เป็นกราฟิคมาก่อน เลยรู้ว่า กว่าจะเล่น Maze ขนาด 30 * 30 ผ่าน (ผมตั้งกฎว่าให้เดินจากห้องมุมซ้ายบน ไปยังห้องมุมขวาล่าง) ได้ เล่นเอาเหงื่อตกครับ แล้วโปรแกรมนี้สามารถสร้าง Maze ระดับหลายหมื่นห้องได้สบาย ๆ ... ก็ลองดูแล้วกันนะครับว่าจะเป็นยังไง อิอิ ...

ปลล. โปรเจคนี้ได้คะแนนเท่าไหร่เหรอ ????? จำได้ว่าประมาณ A- หรือ B+ ครับ อ.บอกว่าต้องทำเฉลยมาด้วย ไม่งั้นได้ A ไปละ 😛

2

เมื่อก่อน ตอนเข้าไปในร้านหนังสือ จะเห็นตู้ที่เขียนว่า "คอมพิวเตอร์" เป็นตู้เล็ก ๆ ข้างในก็จะเป็นหนังสือสอนเขียนโปรแกรมมั่ง ไมโครซอฟท์ออฟฟิซมั่ง โฟโต้ช๊อปบ้าง อาจจะเป็นเพราะตอนนั้นคอมพิวเตอร์มันยังเป็นสิ่งที่แพงเกินกว่าที่หลาย ๆ คนจะเอื้อมถึง หนังสือมันก็เลยมีอยู่ไม่มากนัก

มาจนวันนี้่ วันที่ทุก ๆ คนมีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ราคาถูกมากไม่ถึงหมื่นบาท (ซึ่งถูกกว่าโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำ)  คนส่วนใหญ่เข้าถึงคอมพิวเตอร์ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือมีหนังสือคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่วางขายอยู่ในท้องตลาด

ตู้หนังสือคอมพิวเตอร์ในร้านหนังสือ จากที่เคยเป็นตู้เล็ก ๆ ก็กลับกลายมาเป็นผนังทั้งด้านของร้าน มีหนังสืออยู่มากมายเต็มไปหมด สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือ หลาย ๆ เล่มเป็นหนังสือที่เป็นการสอนใช้ซอฟท์แวร์ ในขณะที่อีกหลายเล่มเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคอมพิวเตอร์เลย

ที่ว่าแทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคอมพิวเตอร์ ก็มีเช่น หนังสือ "Digital Photography" หรือการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล  ยุคนี้เป็นยุคที่กล้อง DSLR กำลังเฟื่องฟูหลังจากที่คนเล่นกล้อง Digital เริ่มหันมาเล่นอะไรที่มันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น (ซึ่งจริง ๆ ไอ้คนถ่ายบางทีก็ถ่ายไม่เป็นหรอก)  คำถามของผมคือ อะไรที่มันทำให้มาอยู่ในตู้หนังสือคอมพิวเตอร์ได้ ?

คนที่เล่นกล้อง เดินไปตู้ที่เกี่ยวกับศิลปะ หาหนังสือแทบตาย กลับหาไม่เจอ

ไอ้คนที่ไม่เล่น ก็เห็นว่าเฮ้ย ไอ้หนังสือนี้มันเกะกะ ทำให้หาหนังสือที่จะหาไม่เจอ

มันไม่ใช่แค่หนังสือกล้องหรอกครับ  มันมีหนังสือประเภท สอนวาดภาพการ์ตูนบนคอม (โดยอาเฮีย การันต์ และอีกหลาย ๆ เล่ม) สอนแต่งเพลง ฯลฯ คือ ผมว่าการที่ร้านหนังสือจัดหมวดหมู่หนังสือ "คอมพิวเตอร์" โดยที่แค่ตัดสินจากว่าหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรมันไม่ถูกทั้งหมด ต้องดูด้วยว่าโดยหลักแล้วหนังสือเล่มนั้นเกี่ยวกับอะไร

แต่จริง ๆ ผมไม่แน่ใจว่า การจัดหมวดหมู่หนังสือ มันทำกันที่ร้าน หรือที่สำนักพิมพ์ ???