มองอย่างผู้รู้ ดูอย่างเข้าใจ

คิดว่าบางคนคงจำเรื่องดราม่า ที่มีคนจ้างศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเอาต้นไม้อายุร้อยกว่าปีไปสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ แล้วอ.เฉลิมชัยแกออกมาโต้บอกว่า "คนไทยไม่รู้อะไร มันเป็นงานศิลปะ โคตรคุ้ม" คืออ้างอิงจากสัมภาษณ์ที่ลงไทยรัฐก็แล้วกันนะครับ

อ.เฉลิมชัย ศิลปินผู้มีชื่อเสียง เริ่มเรื่องจากการเล่าถึงศิลปะของคนไทย ว่า โดยปกติแล้วนั้น คนไทยไม่มีพื้นฐานที่จะเข้าใจในเนื้องานศิลปะได้ แต่จะเข้าใจเพียงว่า งานศิลปะที่มีคุณค่า อันจะบ่งบอกว่าศิลปินผู้นั้นมีฝีมือสูง ต้องเป็นงานศิลปะที่มีความสวยสดงดงาม ต้องวาดเขียน หรือแกะสลักไม้ออกมาด้วยความประณีต ฉะนั้น เมื่อคนไทยมาเจองานศิลปะของ ดร.กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ แล้ว สมองสั่งการของคนไทยจะคิดไปในทันทีว่า “งานแบบนี้ ลูกกูก็ทำได้ เตี่ยกูก็ทำได้ หมาก็ทำได้ เอาต้นไม้สวยๆ มาตัดเป็นท่อน กูว่าต้นไม้ก็อยู่ของมันดีๆ ยังสวยกว่าเอามาตัดอะไรแบนี้ นี่มันทำลายธรรมชาติชัดๆ แต่ถ้าพี่กมล เอาต้นไม้ที่ว่านี้ มาตัดเป็นเรือสุพรรณหงส์ พญาครุฑ หรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นงานไทย เชื่อสิ ไม่มีใครเขาด่า จะมีก็แต่ชื่นชม และไม่มีใครเสียดายต้นไม้ ส่วนผลงานของพี่กมลนั้น ไม่ใช่ไม่สวย แต่นี่เป็นความสวยแบบ abstract (นามธรรม) สวยที่รูปอารมณ์ ไม่ใช่สวยที่รูปร่าง” อาจารย์เฉลิมชัย ชี้แจงโผงผางตามสไตล์

อืม ... ศิลปะเอง คนที่จะมองก็ต้องเป็นคนที่มีพื้นฐาน เป็นคนที่มีความเข้าใจ

คือ ผมคิดว่าคนเรา เวลาเห็น หรือได้รับรู้ ได้ฟังอะไรสักอย่างหนึ่ง คนแต่ละคนจะดูจะเห็นในจุดที่แตกต่างกันออกไป และสิ่งที่ทำให้คนแต่ละคนนั้นมองดูในประเด็นที่แตกต่างกันก็คือพื้นฐานของคนนั่นเอง

สมมติอย่างเช่นเวลาที่มีคนเปิดเพลงขึ้นมาสักเพลงนึงในห้างสรรพสินค้าละกัน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็อาจจะคิดว่า

  1. เพลงนี้เพราะจัง
  2. ทำนองเพลงนี้แปลกดี
  3. เอ๊ะ เทนชันตรงนี้สวยดีแฮะ
  4. หืม ท่อนส่งกลองตรงนี้เจ๋งดี
  5. เนื้อเพลงท่อนแรกก็สวยดี แต่ท่อนหลังมันดันไปแจ้งกับท่อนแรกซะงั้น เล่นคำมากไปหน่อยมั้ง
  6. มิกซ์มาไม่ดีเลย เสียงมันกลืน ๆ กันไปหมด
  7. เครื่องเสียงมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย ??

นี่คือตัวอย่างของคน 7 คน คนแรกนี่อาจจะเป็นคนที่ไม่มีความรู้ด้านดนตรี ไม่ใช่คนเล่นเครื่องเสียง ไม่สนใจด้านซาวนด์เอนจิเนียร์ คือว่ากันง่าย ๆ คือ "คนปรกติ" นั่นล่ะครับ คนกลุ่มนี้จะมองภาพกว้าง ๆ และอาจจะฟังเนื้อเพลงมากกว่าฟังเพลงด้วยซ้ำ (ซึ่งก็ถือเป็นการฟังเพลงแล้วนะครับ หลาย ๆ คนเปิดเพลงแค่ให้มีเสียงผ่านหู แล้วก็ไปหลงไหลกับการโปรโมท หรือหน้าตานักร้อง ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย) คนที่สองอาจจะเป็นคนที่ฟังเพลงมากหน่อย ส่วนคนที่สามเนี่ยน่าจะเล่นเครื่องดนตรีมาอย่างหน่อยหนึ่งเครื่องละ (ถึงรู้คำว่าเทนชัน) คนที่สี่นี่มือกลอง หรือไม่ก็เล่นกลองได้แน่นอน ส่วนคนที่ห้าเนี่ยอาจจะมีความรู้ด้านภาษา หรือถึงขั้นแต่งเพลงเองได้ คนที่หกเป็นซาวนด์เอ็นล่ะมั้ง ส่วนคนที่เจ็ดคงเป็นพวกคนเล่นเครื่องเสียง หรือออดิโอไฟล์

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกคือ ความรู้ของเรา ทำให้เรามองอะไรแตกต่างกันออกไปในแต่ละคนนั่นล่ะครับ คือเรามองกันคนละมุม และก็เข้าใจในคนละด้านกัน ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ ? เพราะถ้ามองเห็นกันเหมือนกันไปซะหมดเราคงไม่ต้องมีมนุษย์มากมายบนโลกหรอก

ส่วนตัวผมในระยะหลังผมเริ่มศึกษาเรื่องของการวาดการ์ตูนมากขึ้น (คือก็วาดมานานแล้วแต่ไม่เคยศึกษาจริง ๆ จัง ๆ) ซึ่งก็จะมีความเชื่อมโยงกับการวาดภาพคน ต้องเริ่มตั้งแต่วาดภาพเปลือยบ้าง วาดเสื้อผ้า วัตถุ ทรงผม อะไรแบบนี้น่ะครับ เมื่อก่อนเวลาที่เดินผ่านสาว ๆ ผมอาจจะคิดแค่ว่าเธอคนนี้น่ารักดีนะ เอาจริง ๆ คือมองแต่หน้าตาด้วยซ้ำ 555 แต่ในระยะหลังนี่ผมมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า ดูทั้งหน้า ทรงผม ลำตัว หน้าอก แขนขา สะโพก เอว ฯลฯ แล้วก็มาน้่งวิเคราะห์ในหัวว่าคนนี้เป็นยังไง เสื้อผ้ายับแบบนี้ไปทำอะไรมา ข้างในเสื้อผ้าหุ่นจะเป็นยังไง เป็นเป็นหุ่นนักกีฬา หรือหากินกลางคืน คือเออก็ออกไปทางโรคจิตระดับหนึ่งน่ะครับ 555 ซึ่งเมื่อเทียบกับในอดีตผมคงไม่จับมาคิดแบบนี้หรอกครับ

ทั้งนี้ผมก็พยายามมองแบบเลี่ยง ๆ ไม่ให้รู้ตัวนะ เกรงใจ 555

ปล. ทำไมจบโรคจิตได้ขนาดนี้นะ

Wutipong Wongsakuldej

Programmer, interested in frontend applications, music and multimedia.

Latest posts by Wutipong Wongsakuldej (see all)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *