บริษัทเล็ก vs บริษัทใหญ่

เมื่อวันก่อนผมมีทำคลิปเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน เห็นว่าเกี่ยวข้องกันก็เลยแปะไว้ด้วย ถ้าสนใจก็แวะกดดูได้นะครับ

เข้าเรื่องดีกว่า จริง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยให้เพื่อน ๆ โหวดว่าอยากให้เล่าเรื่องไหน แล้วเรื่องนี้มาวินเลย (แบบท่วมท้นอีกต่างหาก) แต่เป็นเรื่องที่อยากเล่าน้อยที่สุดเลย เพราะมันค่อนข้างเกี่ยวข้องกับความมั่นคงส่วนตัวเนอะ 555 เอาเป็นว่าผมเล่าให้ฟังในบล็อกละกัน

ถ้าถามเรื่องนี้กับหลาย ๆ คนก็จะมีคนบอกว่า บ.เล็กท้าทายกว่า เติบโตเร็วกว่า บ.ใหญ่มั่นคงกว่า สวัสดิการดีกว่า ฯลฯ แต่ถ้าถามผมผมจะตอบว่า...

บ.ใหญ่มีคนเยอะกว่าบ.เล็ก ...

/me ได้ยินเสียงใครสักคนล้มโต๊ะ

กำปั้นทุบดินแบบนี้ล่ะครับ ง่ายดี คือ ความแตกต่างแทบทั้งหมดมาจากจำนวนคนทั้งนั้นแหละ บ.ใหญ่ก็จะมีสิ่งที่มีคนเยอะ ๆ แล้วดีกว่า บ.เล็กก็จะมีสิ่งที่มีคนน้อย ๆ แล้วดีกว่า เข้าใจที่ผมพูดไหมหว่า สมมติเรื่องสวัสดิการก็ได้ครับ เรามักจะเห็นว่าบ.ใหญ่มีสวัสดิการดีกว่า มีประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ นี่คือความจริงหนึ่งด้านครับ ถ้ามองอีกด้าน บ.เล็ก ๆ บางที่มีที่จอดรถให้ฟรี มีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์/ซอฟต์ดริ๊งค์ฟรี หรืออะไรแบบนี้

หรือถ้าดูกันที่เรื่องของ facility เนี่ย คุณก็จะบอกว่า บริษัทใหญ่ ๆ มีออฟฟิศหรู ๆ มีห้องอาบน้ำ มีเครื่องถ่ายเอกสาร ผมก็จะบอกว่า บริษัทเล็ก ๆ จะมีคอมพิวเตอร์ดีกว่า มีอุปกรณ์ดีกว่า

นึกภาพออกหรือยังครับ บริษัทใหญ่จะมีสิ่งที่ "ใช้ร่วมกัน" ดีกว่า ในขณะที่บริษัทเล็กๆ จะมี "ของส่วนตัว" ดีกว่า นั่นเอง นั่นเพราะของส่วนรวมดี ๆ นั้น ยิ่งมีคนใช้เยอะมันจะยิ่งถูกครับ (ลองคิดเล่น ๆ ก็ได้ ประกันสุขภาพกลุ่มแบบ 12 คน กับแบบ 120 คนราคาต่อหัวมันจะต่างกันมากขนาดไหน) ในทางกลับกันไอ้ของปลีกเล็ก ๆ น้อย ๆ เนี่ยยิ่งมีเยอะมันก็จะยิ่งแพง

ทำไมมันถึงยิ่งแพง เอาแบบนี้ก็ได้ สมมติว่าในออฟฟิศมีคอมพิวเตอร์ 20 เครื่องนะครับ สิ่งที่ต้องมีคือ คอมพิวเตอร์ 20 ชุด สวิตช์ 24 พอร์ต แล้วก็เราท์เตอร์สักตัวนึง พอละ ในทางกลับกันพอเป็นคอมพิวเตอร์ 200 เครื่อง จะบอกว่าใช้ คอมพิวเตอร์ 200 ชุด สวิตช์ 240 พอร์ต ต่อเข้าเราท์เตอร์ 10 ตัว มันก็ประหลาดใช่ไหมครับ (สามสายก็เยอะแล้ว) และต่อให้ทำแบบนี้สิ่งที่ต้องมีเพิ่มขึ้นมาคือฝ่าย Infrastructure คอยดูแลไม่ให้ระบบล่ม ในขณะที่ไอ้คอม 20 เครื่องเนี่ย ผู้จัดการบริษัทคนเดียวก็ดูแลได้

หรือ ไอ้ห้องอาบน้ำ ห้องนี้มันไม่ได้ใช้พร้อมกันทุกคนในออฟิศ เขาก็แบ่ง ๆ กันใช้ บางคนก็ไม่ใช้ ใช่ไหมครับ ดังนั้นสร้างสักห้องเดียวก็พอสำหรับคน 120 คน ในทางกลับกันถ้าเรามีคนแค่ 12 คน จะสร้างแค่ 0.1 ห้องมันก็ทำไม่ได้ใช่ไหมครับ (ว่าแต่ถ้าใครรู้วิธีสร้างห้องอาบน้ำ 0.1 ห้องนี่ก็มาเล่าให้ฟังกันด้วยก็ดีนะครับ)

อีกเรื่องนึงที่จริง ๆ ดูเหมือนจะสำคัญกว่า ก็คือ ... การมีส่วนร่วมครับ คือ สำหรับบริษัทที่มีคน 12 คน สมมติว่าบริษัทมีนโยบายอะไรใหม่ เรียกประชุมคุยกันเสร็จ ถ้าคุณมีข้อโต้แย้ง คุณก็แย้งได้เลย คนที่จะฟังคุณก็ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่มีปัญหา แต่พอเป็นบริษัทที่มีคน 120 คุณ สมมติว่าคุณมีข้อโต้แย้ง คุณจะไปแย้งให้ใครฟัง ? แย้งให้คนที่มาบอกคุณ เขาก็รับนโยบายมาอีกที (ซึ่งบางครั้งเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร และอีกหลายครั้งที่ก็ไม่ได้อยากรับมาหรอก) ซึ่งเขาก็มักจะทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน (ผู้บริหารระดับกลางมักจะเป็นไส้แซนด์วิชครับ ดังนั้นหลาย ๆ ไม่อยากเป็น อยากเป็นเจ้าของมากกว่า) ไอ้ครั้นจะไปแย้งกับคนที่เขียนนโยบาย ... คนไหนล่ะที่เขียน ? แล้วเขาจะฟังคุณเหรอ ? คือนอกจากที่ว่าคุณเป็นแค่ 1/120 เสียงแล้ว มันจะมีเรื่องของลำดับขั้นเพิ่มเข้ามาอีก (ก็เหมือนกับสังคมขนาดใหญ่นั่นล่ะครับ)

และในทางกลับกันอีก สำหรับบริษัทที่มีคน 120 คุณ ถ้าเกิดว่าคุณดันทำงานแล้วมีปัญหาส่งงานไม่ได้ตามที่กำหนด ตัวโครงการมักจะยังพอไปได้ หรืออาจจะมีคนมาแทนคุณได้ บริษัทคุณก็คงจะมีปัญหาบ้างแต่ไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะคุณมีความรับผิดชอบแค่ 1/120 ของทั้งบริษัท ในทางกลับกันถ้าเป็นบริษัทที่มีคนแค่ 12 คน ถ้าคุณปิดงานไม่ได้คนเดียว บริษัทอาจจะเจ๊งได้ หรืออาจจะเกิดความเสียหายขั้นรุนแรงได้ (ผมเคยเห็นมากับตาแล้วครับกรณีนี้ เสียลูกค้าหลักไปเลยหนึ่งราย) นั่นคือ คุณมีความรับผิดชอบ 1/12 ของทั้งบริษัท (เทียบกับไอ้ไม่ถึง 1% ของแบบแรกแล้วคนละเรื่อง)

พอเอาสองอย่างมารวมกัน เขาถึงเรียกว่า อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบไงล่ะครับ

จะว่าไป 120 คนนี่ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลยนะ หลาย ๆ บริษัทมีคนหลักแสนมีสาขาอยู่ทั่วโลกด้วยซ้ำ ลองคิดดูละกันว่ามันจะเป็นแบบไหน (แต่ส่วนใหญ่แต่ละสาขาย่อยในแต่ละประเทศเขาจะมองว่าเป็นคนละองค์กรกันนะ)

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผมว่าจริง ๆ มันเป็นเรื่องเฉพาะกับบริษัทมากกว่า อย่าง บ.จะเล็กหรือใหญ่ก็มีเรื่องการเมืองได้ทั้งนั้น บ.เล็กอาจจะไม่โปร่งใส บ.ใหญ่กลับโปร่งใสอย่างคาดไม่ถึง (พิจารณาอะไรทุกคนรู้ร่วมกันหมด) หรือ เอ่อ ผลประกอบการ บริษัทที่มีขนาดเล็กกว่าสิบเท่าอาจจะมีผลประกอบการดีกว่าบริษัทใหญ่ก็ได้ (ผมว่าผมรู้จักบ.ที่มีกำไรมากกว่าสายการบินบางแห่งมากเลยนะ :-)) หรือแม้กระทั่งเป็นคู่แข่งในงานด้านเดียวกัน ทำธุรกิจแบบเดียวกัน บ.ที่เล็กกว่าอาจจะมีผลประกอบการดีกว่าก็ได้

ก็สรุปง่าย ๆ แหละว่า บ.เล็กกับบริษัทใหญ่ นั้นมีจำนวนคนนี่แหละเป็นรากฐานของความแตกต่าง เท่านั้นแหละ

Wutipong Wongsakuldej

Programmer, interested in frontend applications, music and multimedia.

Latest posts by Wutipong Wongsakuldej (see all)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *