สร้างความแตกต่าง (Make A Difference – MAD)

วันนี้จะบ่นเรื่อง "ความแตกต่าง" นิดนึง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ทำงานกันระยะหนึ่งจะเคยเจอสภาวะไม่พอใจกับวิธีการทำงานของตัวเองและพยายามที่จะสร้างวิธีการหรือเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้งานของตัวเองนั้นทำได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ผลงานนั้นดีขึ้น หรือใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิม

ตอนที่เรายังเป็นนักศึกษา เวลาทำงานส่งอาจารย์ เราจะใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อให้ผลงานที่ดีที่สุด แต่ตอนที่ทำงานแล้วเราจะเจอกับข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างที่จะคอยบังคับไม่ให้สามารถใช้วิธีที่ดีที่สุดได้ (ก็พวกบรรดาระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ นั่นแหละ) การสร้างความแตกต่างในการทำงานจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก

ถ้าสังเกตดี ๆ คนที่ถูกชมหรือได้รับรางวัลในด้านนี้ ก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่หรอก เขาแค่ทำได้มากกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น แค่นั้นเอง แต่ถ้าถามว่าเขาทำยังไง มันก็ยังเป็นวิธีการเดิม ๆ เป็นการทำตามระเบียบขั้นตอนที่กำหนดไว้ ในทางกลับกันคนที่สร้างความแตกต่างแบบพลิกฝ่ามือจะถูกตำหนิว่าทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น เป็นการทำผิดระเบียบ ก็แค่นั้น

เพราะอะไร ? ผมเข้าใจว่าในความเป็นจริงการสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญนั้นจะต้องรวมถึงการเข้าไปเปลี่ยนแปลงคนรอบข้าง เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงในคนรอบ ๆ ตัว และไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับการที่จะต้องมานั่งเปลี่ยนวิธีการทำงานที่เขาทำแบบเดิมมาหลายปีหรอกครับ คนส่วนใหญ่จะพบว่าการทำเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เป็นการยืนยันว่าผลลัพท์ที่ได้นั้นจะมีคุณภาพดีและใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นจริงในหลายกรณี แต่ที่สำคัญคือเขาไม่จำเป็นต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติม ซึ่งมันใช้เวลาและมีผลกระทบกับทั้งเวลางานและเวลาส่วนตัว (บางคนถึงขั้นเอาเวลาตรงนี้ไปทำธุรกิจส่วนตัวด้วยซ้ำ)

คือแบบ แทนที่จะต้องมานั่งเข้าเทรนนอกเวลางาน เอาเวลาไปเล่นโยคะหรืิอฟิตเนสดีกว่า อะไรทำนองนี้

ดังนั้นในองค์กรหลาย ๆ แห่งที่เคยได้ยินมา การสร้างความแตกต่างแบบมีนัยยะสำคัญ มักจะเกิดจากการสั่งการจากข้างบนลงมา และเกิดพร้อมกับความไม่พอใจของหน่วยงานที่อยู่ข้างล่าง ในทางกลับกันการสร้างความแตกต่างจากคนที่อยู่ด้านล่างนั้นเป็นไปได้ยากมาก และก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรด้วย เท่าที่เคยสังเกต ในองค์กรที่คนทำงานมีหน้าที่ทำอย่างเดียวไม่มีสิทธิตัดสินใจอะไรนั้นคนทำงานจะไม่พยายามคิดต่างและจะคัดค้านความเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นผมคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุนความแตกต่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกันนะ

ในหนังสือ How Google Works เขียนไว้ว่า ที่ Google จะมีการสนับสนุนให้พนักงานแต่ละคนใช้เวลาทำงาน 20% ไปกับการทำโปรเจคที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานของตัวเองโดยตรง โดยโปรเจคที่ว่านั้นพนักงานเป็นคนเสนอและผ่านการรับรองจากผู้บริหาร และนั่นเป็นหนึ่งในวิธีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง (ผมเคยบอกแล้วว่าไม่ใช่มีแต่ Google ที่ทำนะ แต่เท่าที่ได้ยินมาก็มีน้อยมากที่มีวัฒนธรรมที่สนับสนุนความเปลี่ยนแปลงแบบนี้)

ในขณะที่ ถ้าคุณทำโปรเจคอะไรไปเสนอให้กับบริษัท ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณอาจจะโดนตำหนิว่าเอาเวลางานไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือบางครั้งถ้าคุณเอาเครื่องมือตัวนั้นไปใช้ในการทำงานของตัวคุณเอง คุณก็อาจจะถูกตำหนิว่า "ทำผิดขั้นตอนการทำงาน" กลายเป็นว่าคุณต้องทำงานชิ้นนั้นใหม่ทั้งหมด และถูกตำหนิอีกรอบเพราะว่าใช้เวลานานเกินไป

สำหรับคนเก่งแต่ไม่แกร่งพอ โลกองค์กรมันอยู่ยากครับ บอกตรง ๆ

และที่สำคัญ ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ สามารถลดเวลาของคนอื่น ๆ ในทีมลงได้ 20% (สมมติ) สิ่งที่อาจจะตามมาคือจะมีคนในทีม 20% ที่จะถูกมองว่าไม่มีความจำเป็น และอาจจะถูกบริษัทปลดออกได้ และมันก็อาจจะเป็นความรับผิดชอบของคุณที่ทำให้คนพวกนี้ตกงาน

อย่างสมมติ คุณบอกว่าจะนำเอา CouchDB (เป็นระบบ database แบบไม่มีความสัมพันธ์) เข้ามาแทนที่ MySQL เพราะสามารถดูแลได้ง่ายกว่า และใช้คนพัฒนาน้อยกว่า (อาจจะเพราะตัวผลิตภัณฑ์เป็น Web และใช้ JavaScript เป็นหลักอยู่แล้ว) คุณจะถูกต่อต้านจากฝั่งเทพ SQL ทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครศึกษาข้อดีข้อเสียด้วยซ้ำ เพราะกลายเป็นว่าเขาต้องศึกษาภาษาใหม่ทั้งหมด (ทั้งนี้คนกลุ่มนี้หลายคนเขียนอะไรไม่ได้เลยนอกจาก SQL Query เพราะภาษามันเฉพาะทางมาก) และในระยะยาวเขาอาจจะทำไม่ได้และถูกบีบจนต้องลาออกไปก็ได้ และนี่ถ้าคุณดันไปเสนอให้เปลี่ยนจาก PHP เป็น Node.JS พร้อมกันเลยล่ะก็ คุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยก็ได้นะ

ดังนั้น ในระดับคนทำงานแล้ว เขาไม่ค่อยชอบให้ใครมีไอเดียที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นหรอกครับ เพราะมันมีแต่ทำให้ตัวเองลำบากลง ไหนจะต้องมานั่งหวาดกลัวว่าจะตกงานเมื่อไหร่อีก อะไรแบบนี้ คือคนเราชอบความมั่นคง อยากทำแบบที่ทำเหมือนเมื่อวานไปวัน สิ้นเดือนมีเงินเอาไปกินเหล้า อะไรแบบนี้มากกว่า

คือมันไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับความแตกต่างได้น่ะครับ อันที่จริงมนุษย์เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาให้เชี่ยวชาญด้านการ "ทำซ้ำ" คือการทำแบบเดิม ๆ ด้วยวิธีการเดิม ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจมากกว่า ดังนั้นการคนหมู่มากจะต่อต้านความเปลี่ยนแปลงนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไร

ทั้งนี้ทิ้งท้ายไว้ว่า ความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลง คือความหมายของคำว่า "นวตกรรม" ถ้าองค์กรไม่สนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ช้าก็เร็วองค์กรนั้น ๆ จะถูกปัจจัยภายนอกบีบให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในมากครับ

Wutipong Wongsakuldej

Programmer, interested in frontend applications, music and multimedia.

Latest posts by Wutipong Wongsakuldej (see all)

One thought on “สร้างความแตกต่าง (Make A Difference – MAD)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *