ช่วงนี้น่าจะเห็นผมไม่ค่อยเขียนบล็อกเท่าไหร่ เหตุผลคือผมมีช่องทางที่จะสื่อความคิดของผมออกไปอีกทางนึง และนั่นก็คือ PG-Talk ครับ

PG-Talk เป็นช่องบน YouTube ที่ีผมตั้งขึ้นมาจากคำถามที่ว่า ถ้าย้อนกลับไปสัก 10 ปี ถึงตอนที่ยังเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย เราควรจะเรียนอะไรเพื่อที่สามารถพัฒนาตัวเองในสายอาชีพได้ ช่องนี้จะเป็นการรวมเอาความรู้ต่าง ๆ ที่ผมเรียนรู้ในระหว่างการทำงานตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เอามาเล่าให้ฟังในภาษาไทยเพื่อที่จะสื่อให้กับคนที่ต้องการจะเริ่มต้นได้รู้และเข้าใจได้โดยไม่ต้องมานั่งแปลภาษาอังกฤษกลับมาเป็นไทยอีกที

ตอนนี้มีอยู่ทั้งหมด 4 ตอน ซึ่งก็จะพยายามอัพเดตให้ได้อาทิตย์ละตอนเป็นอย่างน้อยครับ

สาเหตุนึงที่ทำช่องนี้ขึ้นก็อาจจะเพราะว่าเราศึกษาอะไรเยอะในระยะหลัง ๆ แต่กลับไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์มากเท่าที่ควร คือเราอยู่ในจุดที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรกับองค์กรได้ยาก (จากที่ผมเล่าให้ฟังในครั้งก่อนหน้าน่ะครับ) ดังนั้นผมจึงพยายามจะถ่ายทอดความรู้ที่เราพอจะมีบ้างให้กับคนอื่นที่สนใจและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าตัวผม อะไรทำนองนี้ อย่างน้อยการลงทุนของผมก็ไม่เสียเปล่าล่ะถ้ามีคนเอาความรู้ของผมไปใช้ได้ ผมคิดแบบนี้น่ะครับ

ท่านใดที่สนใจก็รบกวน Subscribe กันหน่อยนะครับ แล้วก็กรุณาอย่าปิดโฆษณานะครับ ถ้าเกิดรายได้ดีผมอาจจะเลิกงานประจำไปเลยก็ได้นะ (คงยาก 555)

1

วันนี้จะบ่นเรื่อง "ความแตกต่าง" นิดนึง ผมคิดว่าหลาย ๆ คนที่ทำงานกันระยะหนึ่งจะเคยเจอสภาวะไม่พอใจกับวิธีการทำงานของตัวเองและพยายามที่จะสร้างวิธีการหรือเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้งานของตัวเองนั้นทำได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ทำให้ผลงานนั้นดีขึ้น หรือใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิม

ตอนที่เรายังเป็นนักศึกษา เวลาทำงานส่งอาจารย์ เราจะใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อให้ผลงานที่ดีที่สุด แต่ตอนที่ทำงานแล้วเราจะเจอกับข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างที่จะคอยบังคับไม่ให้สามารถใช้วิธีที่ดีที่สุดได้ (ก็พวกบรรดาระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ นั่นแหละ) การสร้างความแตกต่างในการทำงานจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก

ถ้าสังเกตดี ๆ คนที่ถูกชมหรือได้รับรางวัลในด้านนี้ ก็ไม่ได้ทำอะไรที่มันแปลกใหม่หรอก เขาแค่ทำได้มากกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น แค่นั้นเอง แต่ถ้าถามว่าเขาทำยังไง มันก็ยังเป็นวิธีการเดิม ๆ เป็นการทำตามระเบียบขั้นตอนที่กำหนดไว้ ในทางกลับกันคนที่สร้างความแตกต่างแบบพลิกฝ่ามือจะถูกตำหนิว่าทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น เป็นการทำผิดระเบียบ ก็แค่นั้น

เพราะอะไร ? ผมเข้าใจว่าในความเป็นจริงการสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญนั้นจะต้องรวมถึงการเข้าไปเปลี่ยนแปลงคนรอบข้าง เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงในคนรอบ ๆ ตัว และไม่ใช่ทุกคนที่มีความสุขกับการที่จะต้องมานั่งเปลี่ยนวิธีการทำงานที่เขาทำแบบเดิมมาหลายปีหรอกครับ คนส่วนใหญ่จะพบว่าการทำเหมือนเดิมซ้ำ ๆ เป็นการยืนยันว่าผลลัพท์ที่ได้นั้นจะมีคุณภาพดีและใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นจริงในหลายกรณี แต่ที่สำคัญคือเขาไม่จำเป็นต้องศึกษาอะไรเพิ่มเติม ซึ่งมันใช้เวลาและมีผลกระทบกับทั้งเวลางานและเวลาส่วนตัว (บางคนถึงขั้นเอาเวลาตรงนี้ไปทำธุรกิจส่วนตัวด้วยซ้ำ)

คือแบบ แทนที่จะต้องมานั่งเข้าเทรนนอกเวลางาน เอาเวลาไปเล่นโยคะหรืิอฟิตเนสดีกว่า อะไรทำนองนี้

ดังนั้นในองค์กรหลาย ๆ แห่งที่เคยได้ยินมา การสร้างความแตกต่างแบบมีนัยยะสำคัญ มักจะเกิดจากการสั่งการจากข้างบนลงมา และเกิดพร้อมกับความไม่พอใจของหน่วยงานที่อยู่ข้างล่าง ในทางกลับกันการสร้างความแตกต่างจากคนที่อยู่ด้านล่างนั้นเป็นไปได้ยากมาก และก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรด้วย เท่าที่เคยสังเกต ในองค์กรที่คนทำงานมีหน้าที่ทำอย่างเดียวไม่มีสิทธิตัดสินใจอะไรนั้นคนทำงานจะไม่พยายามคิดต่างและจะคัดค้านความเปลี่ยนแปลง

ดังนั้นผมคิดว่าการสร้างวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุนความแตกต่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกันนะ

ในหนังสือ How Google Works เขียนไว้ว่า ที่ Google จะมีการสนับสนุนให้พนักงานแต่ละคนใช้เวลาทำงาน 20% ไปกับการทำโปรเจคที่ไม่ได้เกี่ยวกับงานของตัวเองโดยตรง โดยโปรเจคที่ว่านั้นพนักงานเป็นคนเสนอและผ่านการรับรองจากผู้บริหาร และนั่นเป็นหนึ่งในวิธีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง (ผมเคยบอกแล้วว่าไม่ใช่มีแต่ Google ที่ทำนะ แต่เท่าที่ได้ยินมาก็มีน้อยมากที่มีวัฒนธรรมที่สนับสนุนความเปลี่ยนแปลงแบบนี้)

ในขณะที่ ถ้าคุณทำโปรเจคอะไรไปเสนอให้กับบริษัท ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของเครื่องมือที่จะช่วยทำให้ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณอาจจะโดนตำหนิว่าเอาเวลางานไปทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือบางครั้งถ้าคุณเอาเครื่องมือตัวนั้นไปใช้ในการทำงานของตัวคุณเอง คุณก็อาจจะถูกตำหนิว่า "ทำผิดขั้นตอนการทำงาน" กลายเป็นว่าคุณต้องทำงานชิ้นนั้นใหม่ทั้งหมด และถูกตำหนิอีกรอบเพราะว่าใช้เวลานานเกินไป

สำหรับคนเก่งแต่ไม่แกร่งพอ โลกองค์กรมันอยู่ยากครับ บอกตรง ๆ

และที่สำคัญ ถ้าเกิดวันหนึ่งคุณสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ สามารถลดเวลาของคนอื่น ๆ ในทีมลงได้ 20% (สมมติ) สิ่งที่อาจจะตามมาคือจะมีคนในทีม 20% ที่จะถูกมองว่าไม่มีความจำเป็น และอาจจะถูกบริษัทปลดออกได้ และมันก็อาจจะเป็นความรับผิดชอบของคุณที่ทำให้คนพวกนี้ตกงาน

อย่างสมมติ คุณบอกว่าจะนำเอา CouchDB (เป็นระบบ database แบบไม่มีความสัมพันธ์) เข้ามาแทนที่ MySQL เพราะสามารถดูแลได้ง่ายกว่า และใช้คนพัฒนาน้อยกว่า (อาจจะเพราะตัวผลิตภัณฑ์เป็น Web และใช้ JavaScript เป็นหลักอยู่แล้ว) คุณจะถูกต่อต้านจากฝั่งเทพ SQL ทันที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครศึกษาข้อดีข้อเสียด้วยซ้ำ เพราะกลายเป็นว่าเขาต้องศึกษาภาษาใหม่ทั้งหมด (ทั้งนี้คนกลุ่มนี้หลายคนเขียนอะไรไม่ได้เลยนอกจาก SQL Query เพราะภาษามันเฉพาะทางมาก) และในระยะยาวเขาอาจจะทำไม่ได้และถูกบีบจนต้องลาออกไปก็ได้ และนี่ถ้าคุณดันไปเสนอให้เปลี่ยนจาก PHP เป็น Node.JS พร้อมกันเลยล่ะก็ คุณอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีกเลยก็ได้นะ

ดังนั้น ในระดับคนทำงานแล้ว เขาไม่ค่อยชอบให้ใครมีไอเดียที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นหรอกครับ เพราะมันมีแต่ทำให้ตัวเองลำบากลง ไหนจะต้องมานั่งหวาดกลัวว่าจะตกงานเมื่อไหร่อีก อะไรแบบนี้ คือคนเราชอบความมั่นคง อยากทำแบบที่ทำเหมือนเมื่อวานไปวัน สิ้นเดือนมีเงินเอาไปกินเหล้า อะไรแบบนี้มากกว่า

คือมันไม่ใช่ทุกคนที่ยอมรับความแตกต่างได้น่ะครับ อันที่จริงมนุษย์เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาให้เชี่ยวชาญด้านการ "ทำซ้ำ" คือการทำแบบเดิม ๆ ด้วยวิธีการเดิม ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจมากกว่า ดังนั้นการคนหมู่มากจะต่อต้านความเปลี่ยนแปลงนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไร

ทั้งนี้ทิ้งท้ายไว้ว่า ความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลง คือความหมายของคำว่า "นวตกรรม" ถ้าองค์กรไม่สนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ไม่ช้าก็เร็วองค์กรนั้น ๆ จะถูกปัจจัยภายนอกบีบให้เกิดความเปลี่ยนแปลง และนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในมากครับ

สวัสดีปีใหม่ทุกท่าน ปี 2015 แล้ว ใครที่ยังมีอะไรติดค้างมาจากปีที่แล้วก็ขอให้สะสางให้ได้หมดนะครับ เพราะว่ายังจะมีอะไรอีกมากมายที่จะเข้ามาในปีใหม่ ๆ นี้

เอ๊ะ จริง ๆ มันก็เป็นปีนี้ไปแล้วเนอะ

วันนี้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า "การยอมรับ" สักหน่อย คือ ผมจะไม่บอกนะว่ามันคืออะไร เพราะเอาจริง ๆ ผมก็ไม่รู้ (ฮา) แต่จะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังละกัน

พูดถึงคำนี้ ผมนึกถึงคำพูดพี่ชายผมที่ตวาดใส่ผมอย่างรำคาญ ระหว่างกำลังนั่งตีบอสอยู่ในเกมอะไรสักเกมนี่แหละ (ลืมไปแล้ว) ตอนนั้นผมก็นั่งเชียร์อยู่ข้าง ๆ ก็มีพูดแบบให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ จนพี่ชายผมหมั่นใส้ขึ้นมาเลยตวาดใส่ว่า

มึงเป็นใครมาสั่งกู

ทีเดียวแหละเงียบเลย 555 จากนั้นประโยคนี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในสมองผมอย่างถาวร (แต่ไม่ชอบโดนว่าแบบนี้หรอก 555)

ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมมักจะถูกมองว่าผมเป็นคนหัวอ่อน เวลามีคนพูดอะไรก็ทำตาม ไม่ค่อยมีไปขัดใครหรอกครับ แต่คนที่คิดว่าผมหัวอ่อนเนี่ยส่วนใหญ่เข้าใจผิดนะ มันไม่ใช่ว่าเราทำตามคำพูดเขาเพราะว่าเขามีอายุมากกว่า มีกำลังมากกว่า มีอำนาจมากกว่า หรือว่ามีเงินมากกว่า แต่เป็นเพราะเรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็น และเรายอมรับในการตัดสินใจของเขา

ในทางกลับกัน พอโตขึ้นมา ผมดันโดนคนอื่นมองว่าเป็นคนหัวดื้อ ทำอะไรตามใจ ไม่ค่อยฟังคำพูดคนอื่น หรืออะไรทำนองนี้แหละ ก็ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกัน ผมพบว่าพอยิ่งเรามีอายุมากขึ้น เรากลับเจอคนที่เรายอมรับน้อยลง เรารู้สึกว่าคนรอบข้างไม่น่าเชื่อถือ และพยายามก้าวก่ายการตัดสินใจของเรา เรารู้สึกว่าเขาพยายามขัดแย้งกับความคิดของเรา และคำพูดของเขานั้นไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย

ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นในอดีต เวลามีคนมาพูดด้วยคำพูดแบบเดียวกัน เราอาจจะยอมรับมันและไม่คิดอะไรมากมาย

ในที่ทำงานจะมีกฎที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ การกระทำของใคร คนนั้นเป็นคนรับผิดชอบ ไม่ว่ามันจะเกิดจากคำแนะนำของใคร หรือคำสั่งของใคร ดังนั้นคุณมีหน้าที่ปฎิเสธคำสั่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดว่ามีปัญหาขึ้นมาคุณไม่สามารถลากเอาคนที่สั่งมาร่วมรับผิดชอบได้ ถือว่าคุณเป็นคนที่กระทำความผิดเอง

ผมคิดว่าก่อนที่จะทำตามคำสั่งใครคุณต้องสามารถยอมรับคำสั่งนั้นได้ก่อน ถ้าเกิดว่าคำสั่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นคำสั่งที่แย้งกับกฎข้อต่าง ๆ คุณก็มีหน้าที่ที่จะปฎิเสธ เช่น คุณต้องปฎิเสธเวลามีคนมาขอยืม user id และ password ของตัวเคุณ ไม่ว่าเขาจะเอาไปทำอะไร และไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม (เพราะมันเป็นการผิดกฎและข้อบังคับด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน)

และคุณเองก็คงจะยอมรับคนลักษณะนี้น้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะเป็นผู้ที่พยายามทำให้คุณเดือดร้อนนั่นแหละ

ทั้งนี้ การที่จะยอมรับใครสักคนมันก็ต้องดูหลาย ๆ อย่าง ส่วนตัวผมไม่ค่อยดูที่ตำแหน่งหรือประสพการณ์เท่าไหร่ เพราะมันเป็นแค่หัวโขนน่ะนะ ผมมักจะดูที่ความคิดและการกระทำ ดูที่สิ่งที่เขาแสดงออกมา วิธีพูด วิธีคิด ถ้ารู้สึกว่าคนคนนี้ไม่น่าเชื่อถือผมจะไม่ฟังคำพูดเขาเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าก็ตาม

ในทางกลับกันผมว่าการที่จะมีตำแหน่งสูง ๆ ได้ก็ต้องทำตัวให้เป็นที่ยอมรับให้ได้ก่อนนั่นแหละ ซึ่งมันโคตรยากเลย ผมพยายามมาหลายปีและก็ยังรู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับเท่าไหร่ (ผมเลยอยู่กับที่มาหลายปีแล้วนี่แหละ) พูดอะไรก็ไม่เห็นมีคนฟัง 555 ทั้ง ๆ ที่ถ้าเป็นคนอื่นพูดประโยคเดียวกันนี่เห็นจะยอมรับกันได้ซะเฉย ๆ เลย

ทั้งนี้การเป็นที่ยอมรับนี่ นอกจากเรื่องพวก ... เอ่อ คุณวุฒิ วัยวุฒิ หรืออะไรพวกนั้นนี่ จริง ๆ เรื่องของการประพฤติตัวนี่ก็มีผลมากนะ คนที่ดูท่าทางน่าเกรงขาม ทำตัวเหมือนกับข่มขู่คนอื่นตลอดเวลานี่ จะมีคนฟังแทบจะตลอด (ด้วยความกลัว อารมณ์ประมาณ "จ้าวแห่งหมัด" นั่นแหละ 55) ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เขาอาจจะเป็นคนไม่มีความสามารถอะไรเลย (เอาเข้าจริง ๆ หลาย ๆ คนที่ต้องทำตัวข่มขู่คนอื่นตลอดนี่ก็เพราะไร้ความสามารถนั่นแหละ) แต่คนที่มีทั้งบารมี ดูน่าเกรงขาม และมีความสามารถจริง ๆ ด้วยนี่จะเป็นคนที่ดูน่ากลัวและมีพลังวัตรสูงส่งมาก แค่มองหน้าก็สั่นไปทั้งตัวละ 555

การทำให้ยอมรับด้วยกำลัง ก็คือการทำให้ยอมจำนนนั่นแหละ แต่บอกก่อนว่าถ้าเกิดมีช่องขึ้นมาพวกนี้ก็โดนเสียบทีเดียวตายเหมือนกัน ดังนั้นถ้ารักจะทำตัวให้ดูน่าเกรงขามล่ะก็ ต้องมีความสามารถจริง ๆ ด้วยนะ ถ้าได้แต่ขู่อย่างเดียวสักวันก็ล้มเองเหมือนกัน

ทั้งนี้ผมไม่ค่อยชอบเรื่องการใช้กำลังเท่าไหร่น่ะ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง ผมชอบพิสูจน์ด้วยความสามารถมากกว่า (จริง ๆ คือไม่มีกำลังให้ใช้ 555 ไม่ชอบออกกำลังนิ) ซึ่งก็ไม่ค่อยมีเหมือนกัน (อ้าว...)